ติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดกลิ่นภาคสนาม พร้อมเทคโนโลยี AI วิเคราะห์อัตลักษณ์เพื่อระบุแหล่งกำเนิดกลิ่นได้อย่างถูกต้อง
เมื่อชุมชนร้องเรียน ใครมีข้อมูลไปพิสูจน์
ในวันที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นเดินเข้ามาพร้อมใบร้องเรียน ฝั่งผู้ร้องเรียนมักมีบันทึกว่ากลิ่นมาเวลาใด แรงแค่ไหน กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนโรงงานมักมีเพียงผลตรวจวัดปีละครั้งสองครั้ง ซึ่งไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ถูกร้องเรียนเลย ความไม่สมมาตรของข้อมูลนี้คือสาเหตุที่ทำให้โรงงานแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มชี้แจง
RE-VEAL ติดตั้งเครือข่ายเซนเซอร์ตรวจวัดก๊าซที่ก่อกลิ่นแบบหลายพารามิเตอร์ ทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ประมวลผลรูปแบบการตอบสนองของเซนเซอร์หลายตัวพร้อมกันเพื่อสร้างอัตลักษณ์กลิ่นเฉพาะของแต่ละแหล่งกำเนิด และผูกทุกเหตุการณ์เข้ากับทิศทางลม ณ ขณะนั้น ผลคือชุดข้อมูลที่ตอบได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นของโรงงานจริง และเหตุการณ์ใดไม่ใช่
คำถามที่ระบบนี้ตอบให้เป็นข้อมูลได้
- กลิ่นที่ชุมชนร้องเรียนเมื่อคืน ลอยมาจากทิศไหน และตรงกับช่วงที่โรงงานเดินเครื่องอะไร
- ในพื้นที่ที่มีโรงงานหลายแห่ง อัตลักษณ์กลิ่นที่ตรวจจับได้ตรงกับกระบวนการของใคร
- เหตุการณ์กลิ่นเกิดบ่อยแค่ไหนจริง ๆ และเกิดที่ช่วงเวลาใดของวันเป็นหลัก
- ถ้าลมกำลังพัดเข้าหาชุมชน ควรชะลอกระบวนการใดไว้ก่อนหรือไม่
- มาตรการที่ลงทุนไปเมื่อไตรมาสก่อน ทำให้เหตุการณ์กลิ่นลดลงจริงหรือไม่ วัดเป็นตัวเลขได้ไหม
สองเกณฑ์กลิ่นที่โรงงานต้องผ่านพร้อมกัน
ความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดของผู้ประกอบการ คือคิดว่ากลิ่นมีเกณฑ์ชุดเดียว ความจริงคือมีสองสายกฎหมายที่แยกจากกัน ใช้หน่วยคนละตัว วัดคนละวิธี และหน่วยงานที่เข้าตรวจก็คนละหน่วย โรงงานที่ผ่านเกณฑ์สายหนึ่งจึงยังถูกสั่งการตามอีกสายหนึ่งได้
| ประเด็น | สายกระทรวงอุตสาหกรรม | สายกระทรวงสาธารณสุข |
|---|---|---|
| ฐานอำนาจ | กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568 | พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หมวด 5 มาตรา 25 เรื่องเหตุรำคาญ |
| จุดที่วัด | ริมรั้วโรงงานและปลายปล่องระบาย | ตำแหน่งของผู้ได้รับผลกระทบ |
| หน่วย | หน่วยกลิ่น (odour unit) | D/T (Dilution to Threshold) |
| เกณฑ์ | 15 หรือ 30 ที่ริมรั้ว · 300, 1,000 หรือ 2,500 ที่ปล่อง แล้วแต่ประเภทและที่ตั้ง | น้อยกว่า 2 หรือน้อยกว่า 4 แล้วแต่ประเภทสถานที่ |
| วิธีตรวจวัด | วิธีวิเคราะห์กลิ่นด้วยการดม เก็บตัวอย่างด้วยถุงดมกลิ่นสามเหลี่ยม | ตรวจวัดภาคสนามด้วย Scentometer หรือ Nasal Ranger |
| ใครเข้าตรวจ | กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ | เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น |
| จุดเริ่ม | การกำกับตามรอบหรือเงื่อนไขใบอนุญาต | ทันทีที่มีผู้ร้องเรียน |
เกณฑ์ค่าระดับกลิ่นรบกวนตามสายสาธารณสุข
กำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบกลิ่นรบกวนที่เกิดจากการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2560
| ประเภทสถานที่ | ค่าระดับกลิ่นรบกวน (D/T) |
|---|---|
| สถานที่ที่ต้องมีการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนเป็นพิเศษ เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา สถานเลี้ยงเด็ก สถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยพักฟื้นหรือผู้พิการ | น้อยกว่า 2 |
| สถานที่ทั่วไป เช่น ที่พักอาศัย ชุมชน | น้อยกว่า 4 |
หากผลการตรวจวัด ณ เวลาใด ๆ มีค่าตั้งแต่เกณฑ์ข้างต้นขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นกลิ่นรบกวนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือส่งผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชน คำว่า "ณ เวลาใด ๆ" คือจุดสำคัญ เพราะหมายความว่าค่าเฉลี่ยที่ดีตลอดทั้งปีไม่ช่วยอะไร หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่เกินเกณฑ์
| ทำไมข้อนี้ถึงสำคัญ: สถิติที่กรมอนามัยรวบรวมระหว่างปี 2559 ถึง 2560 ระบุว่ากลิ่นรบกวนจากสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นเรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด และการตรวจตามสายสาธารณสุขเริ่มได้ทันทีที่มีผู้ร้องเรียน ไม่ต้องรอรอบตรวจ นี่คือช่องทางที่โรงงานถูกสั่งการบ่อยที่สุดโดยไม่ทันตั้งตัว |
|---|
ทำไมต้องวัดหลายพารามิเตอร์ ไม่ใช่ตัวเดียว
จมูกมนุษย์ไวต่อสารแต่ละชนิดไม่เท่ากันอย่างมหาศาล ตัวเลขต่อไปนี้คือระดับความเข้มข้นต่ำสุดที่คนเริ่มรับรู้กลิ่นได้
| สารก่อกลิ่น | ระดับที่เริ่มรับรู้ได้ (โดยประมาณ) | พบได้จาก |
|---|---|---|
| Ethyl mercaptan | ประมาณ 1 ppb | ก๊าซหุงต้ม กระบวนการเคมี |
| Methyl mercaptan | ประมาณ 2 ppb | โรงฟอกหนัง เยื่อกระดาษ ของเน่าเสีย |
| ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) | ประมาณ 5 ppb | ระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อฝังกลบ ฟาร์มปศุสัตว์ |
| แอมโมเนีย (NH₃) | ประมาณ 1,100 ppb | ฟาร์ม ลานตากมูล อุตสาหกรรมยาง ปุ๋ยเคมี |
แอมโมเนียต้องเข้มข้นกว่าเมอร์แคปแทนราว 500 เท่าคนถึงจะได้กลิ่น ระบบที่ติดตั้งเซนเซอร์แอมโมเนียตัวเดียวจึงพลาดกลิ่นที่ทำให้ชุมชนร้องเรียนจริงได้ทั้งหมด นี่คือเหตุผลทางเทคนิคที่ทำให้ต้องเป็นชุดเซนเซอร์หลายตัว ไม่ใช่การเพิ่มราคาโดยไม่จำเป็น
ระดับการตอบสนองของมนุษย์ต่อกลิ่น 4 ขั้น
คู่มือวิชาการของกรมอนามัยอธิบายไว้ตามลำดับดังนี้
| ระดับ | ความหมาย |
|---|---|
| DT — Detection Threshold | ระดับที่เริ่มรับรู้ว่ามีกลิ่น แต่ยังบอกไม่ได้ว่ากลิ่นอะไร |
| RT — Recognition Threshold | ระดับที่เริ่มจำได้ว่าเป็นกลิ่นอะไร |
| AT — Annoyance Threshold | ระดับที่ทำให้เกิดความรำคาญ จุดนี้คือจุดที่ข้อร้องเรียนเกิดขึ้น |
| HST — Health Symptom Threshold | ระดับที่เริ่มมีอาการ เช่น ระคายเคือง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อาเจียน คัน |
ข้อร้องเรียนเกิดที่ระดับ AT ซึ่งต่ำกว่าระดับที่ส่งผลต่อสุขภาพมาก การชี้แจงว่า "ค่าที่วัดได้ยังไม่ถึงระดับที่เป็นอันตราย" จึงไม่เคยยุติข้อพิพาทได้ เพราะกฎหมายเรื่องเหตุรำคาญไม่ได้วัดที่อันตราย แต่วัดที่ความเดือดร้อนรำคาญ
องค์ประกอบของระบบที่ติดตั้ง
- สถานีเฝ้าระวังริมรั้วและในชุมชน — เลือกก๊าซบ่งชี้ให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิตจริง เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์สำหรับระบบบำบัดน้ำเสียและการเน่าเสีย แอมโมเนียสำหรับฟาร์มและอุตสาหกรรมยาง เมทิลเมอร์แคปแทนสำหรับกลิ่นคล้ายกะหล่ำปลีเน่า และสารอินทรีย์ระเหยง่ายรวมสำหรับงานเคลือบและตัวทำละลาย
- ข้อมูลลมประจำจุด — วัดทิศทางและความเร็วลมที่ตำแหน่งเดียวกับเซนเซอร์ ไม่ใช่ดึงจากสถานีอุตุนิยมวิทยาที่อยู่ห่างออกไป เพราะการประเมินกลิ่นทุกวิธีของราชการยึดตำแหน่งใต้ลมเป็นหลัก
- การวิเคราะห์อัตลักษณ์กลิ่น — ประมวลผลรูปแบบการตอบสนองของเซนเซอร์หลายตัวพร้อมกัน สร้างเป็นลายเซ็นเฉพาะของแต่ละแหล่งกำเนิด เช่น กลิ่นบ่อบำบัด กลิ่นโรงเรือนสัตว์ กลิ่นกระบวนการอบ หรือกลิ่นปล่องเตาเผา แล้วใช้แยกว่าเหตุการณ์ที่ตรวจพบตรงกับลายเซ็นใด
- การย้อนรอยทิศทางลม — เมื่อสถานีในชุมชนตรวจพบเหตุการณ์ ระบบคำนวณย้อนกลับตามทิศทางและความเร็วลมในช่วงเวลานั้น เพื่อระบุว่ามวลอากาศมาจากทิศใด
- การสอบเทียบกับวิธีอ้างอิง — เก็บตัวอย่างคู่ขนานส่งวิเคราะห์ด้วยวิธีถุงดมกลิ่นสามเหลี่ยมเป็นระยะ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่เซนเซอร์อ่านได้กับค่าความเข้มกลิ่นจริงของสถานประกอบการนั้นโดยเฉพาะ ความสัมพันธ์นี้ใช้ข้ามโรงงานไม่ได้ ต้องทำของใครของมัน
- บันทึกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ — ทุกเหตุการณ์มีเวลา ตำแหน่ง ทิศทางลม และค่าที่วัดได้ จัดเก็บในรูปแบบที่ยกไปกรอกแบบบันทึกของราชการได้โดยตรง
- แดชบอร์ดและการแจ้งเตือน — ดูย้อนหลังได้ทุกเหตุการณ์ และแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อสภาพลมกำลังพัดจากพื้นที่กระบวนการเข้าหาชุมชน
ตำแหน่งของระบบเซนเซอร์ในกรอบกฎหมายไทย
ข้อ 8 ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568 กำหนดให้ตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นด้วยวิธีวิเคราะห์กลิ่นด้วยการดม และเปิดช่องให้ใช้วิธีอื่นได้เฉพาะเมื่อมีประกาศของรัฐมนตรีรองรับ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี ระบบเซนเซอร์และ E-Nose จึงยังใช้เป็นผลตัดสินตามกฎหมายไม่ได้
RE-VEAL บอกเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนเสนอราคา และวางระบบไว้ในบทบาทที่มันทำได้ดีที่สุดโดยที่กฎหมายไม่ขัด
| สิ่งที่ระบบเฝ้าระวังทำได้ดี | สิ่งที่ต้องใช้วิธีตามกฎหมายเท่านั้น |
|---|---|
| ตรวจจับเหตุการณ์กลิ่นรายนาทีตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งการเก็บตัวอย่างเป็นครั้งคราวจับไม่ได้ | ค่าความเข้มกลิ่นที่ใช้เทียบเกณฑ์ 15, 30, 300, 1,000 หรือ 2,500 หน่วย |
| ระบุทิศทางแหล่งกำเนิดด้วยการวิเคราะห์ย้อนกลับร่วมกับข้อมูลลม | ค่าที่ใช้ยืนยันต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือกรมควบคุมมลพิษ |
| เชื่อมโยงเหตุการณ์กลิ่นกับบันทึกการเดินเครื่องเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง | ค่าความเข้มข้นกลิ่นเป็น D/T ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้วินิจฉัยเหตุรำคาญ |
| แจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อสภาพลมกำลังพัดเข้าหาชุมชน | หลักฐานประกอบคดีหรือการชี้แจงต่อศาล |
| วัดผลว่ามาตรการที่ลงทุนไปได้ผลจริงหรือไม่ | การรับรองว่าสถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว |
RE-VEAL ให้บริการตรวจวัดด้วยวิธีอ้างอิงในคอลัมน์ขวาด้วย ลูกค้าจึงไม่ต้องหาผู้รับงานสองราย
ทำไมต้องเก็บข้อมูลก่อนถูกร้องเรียน
ขั้นตอนการตรวจสอบกลิ่นรบกวนตามคู่มือของกรมอนามัยเริ่มจากการรับเรื่องร้องเรียน สอบถามประเภทและลักษณะของกลิ่น อาการที่ประชาชนได้รับ ช่วงเวลา ระยะเวลา และความถี่ของการได้รับกลิ่น ข้อมูลชุดนี้ใช้กำหนดจุดตรวจวัดและช่วงเวลาที่จะเข้าตรวจ และในกรณีที่ผู้ร้องเรียนระบุช่วงเวลาไม่ได้ จะมีการบันทึกผลกระทบต่อเนื่องไว้ล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจวัด
ผลคือฝั่งผู้ร้องเรียนจะมีบันทึกรายชั่วโมงเป็นหลักฐาน ในขณะที่โรงงานส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลฝั่งตัวเองมาเทียบเลย ระบบเฝ้าระวังต่อเนื่องคือสิ่งที่ทำให้โรงงานมีชุดข้อมูลของตัวเองในช่วงเวลาเดียวกัน และแยกได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นของโรงงานจริง
| ข้อเท็จจริงที่ควรรู้: ผู้ตรวจสอบกลิ่นต้องขึ้นทะเบียนรายชื่อและต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดภาคสนามคือชุดตรวจวัดกลิ่นแบบ Scentometer หรือ Nasal Ranger อย่างน้อย 2 เครื่อง พร้อมเครื่องวัดความเร็วลมและอุปกรณ์วัดทิศทางลม การรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะมาวัดด้วยอะไร ที่ตำแหน่งใด และตัดสินด้วยเกณฑ์อะไร ทำให้เตรียมตัวได้ถูกจุด |
|---|
สิ่งที่ส่งมอบ
- รายงานออกแบบระบบ ระบุตำแหน่งสถานี เหตุผลในการเลือกก๊าซบ่งชี้ให้ตรงกับกระบวนการผลิต และผังการติดตั้ง
- ระบบเฝ้าระวังที่ติดตั้งและทดสอบแล้ว พร้อมแดชบอร์ดเข้าดูได้ตลอดเวลา
- รายงานค่าฐาน (baseline) จากช่วงเก็บข้อมูลตั้งต้น เพื่อใช้เทียบว่าเหตุการณ์ใดผิดปกติ
- ชุดอัตลักษณ์กลิ่นของแหล่งกำเนิดภายในพื้นที่ พร้อมคำอธิบายว่าลายเซ็นแต่ละชุดมาจากกระบวนการใด
- รายงานเหตุการณ์กลิ่นรายเดือน ระบุเวลา ทิศทางลม ตำแหน่งที่ตรวจพบ และผลการย้อนรอยทิศทาง
- ผลการสอบเทียบกับวิธีถุงดมกลิ่นสามเหลี่ยม พร้อมสมการความสัมพันธ์และช่วงความไม่แน่นอนของสถานประกอบการนั้น
- ชุดข้อมูลดิบที่ส่งออกได้ ในรูปแบบที่ยกไปกรอกแบบบันทึกของราชการหรือใช้ประกอบการชี้แจงได้โดยตรง
- การตั้งค่าแจ้งเตือน และการอบรมทีมงานของผู้ว่าจ้างให้อ่านและใช้ข้อมูลได้เอง
ขั้นตอนและระยะเวลา
| ระยะ | กิจกรรม | ระยะเวลาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| 1 · สำรวจและออกแบบ | สำรวจพื้นที่ ระบุแหล่งกำเนิดและก๊าซบ่งชี้ กำหนดตำแหน่งสถานีและจุดวัดลม | 1–2 สัปดาห์ |
| 2 · ติดตั้งและทดสอบ | ติดตั้งสถานี เชื่อมต่อระบบส่งข้อมูล ทดสอบการทำงานและตั้งค่าแดชบอร์ด | 2–3 สัปดาห์ |
| 3 · เก็บค่าฐานและสร้างอัตลักษณ์ | เก็บข้อมูลต่อเนื่องเพื่อหาค่าฐาน สร้างลายเซ็นกลิ่นของแต่ละแหล่ง เก็บตัวอย่างคู่ขนานเพื่อสอบเทียบ | 4–8 สัปดาห์ |
| 4 · เฝ้าระวังต่อเนื่อง | รายงานเหตุการณ์รายเดือน ปรับจูนแบบจำลองอัตลักษณ์ และสอบเทียบซ้ำตามรอบ | ตามสัญญาบริการ |
นับจากเริ่มงานถึงชุดอัตลักษณ์กลิ่นที่ใช้งานได้จริง ประมาณ 2 ถึง 3 เดือน ระยะที่ 3 สั้นกว่านี้ไม่ได้ เพราะต้องครอบคลุมสภาพลมและสภาพการเดินเครื่องให้หลากหลายพอ ผู้ให้บริการที่เสนอว่าติดตั้งเสร็จแล้วใช้ได้ทันที คือผู้ที่ข้ามขั้นตอนนี้
ข้อจำกัดที่เราแจ้งตั้งแต่ก่อนเสนอราคา
- ค่าจากเซนเซอร์ไม่ใช่ผลตามกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่มีประกาศของรัฐมนตรีรองรับตามข้อ 8 วรรคสอง ค่าที่ใช้เทียบเกณฑ์ต้องมาจากวิธีวิเคราะห์กลิ่นด้วยการดมเท่านั้น
- เซนเซอร์เคมีมีการตอบสนองข้ามชนิดสาร ค่าที่อ่านได้จึงเหมาะกับการดูแนวโน้มและการเปรียบเทียบกับตัวเองมากกว่าการอ่านเป็นค่าสัมบูรณ์ รายงานของ RE-VEAL ระบุช่วงความไม่แน่นอนไว้เสมอ
- ความชื้นสูงแบบภูมิอากาศไทยส่งผลต่อค่าที่อ่านได้ และจุดที่มีไฮโดรเจนซัลไฟด์เข้มข้นสูง เช่น เหนือบ่อรับน้ำเสียโดยตรง ต้องออกแบบระบบเจือจางหรือป้องกันเซนเซอร์ มิฉะนั้นเซนเซอร์จะเสื่อมเร็วผิดปกติ
- เซนเซอร์มีการเลื่อนของค่า (drift) เมื่อใช้งานยาว ระบบจึงต้องมีรอบสอบเทียบซ้ำที่กำหนดไว้ในสัญญา ไม่ใช่ติดตั้งครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้ง
- อัตลักษณ์กลิ่นเป็นของเฉพาะพื้นที่ ลายเซ็นที่สร้างจากโรงงานหนึ่งใช้กับอีกโรงงานหนึ่งไม่ได้ ต้องเก็บข้อมูลและฝึกใหม่ทุกครั้ง
เทคโนโลยีนี้อยู่ระหว่างเข้าสู่มาตรฐานสากล คณะกรรมการมาตรฐานยุโรปด้านคุณภาพอากาศตั้งคณะทำงานเพื่อร่างมาตรฐานสำหรับระบบตรวจวัดกลิ่นเชิงเครื่องมือ (Instrumental Odour Monitoring System) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 และยังไม่แล้วเสร็จ ในขณะที่วิธีอ้างอิงระดับสากลยังคงเป็นการวิเคราะห์กลิ่นด้วยคณะผู้ดมตามมาตรฐาน EN 13725 ซึ่งรายงานผลเป็นหน่วย ou_E/m³
บริการนี้เหมาะกับใคร
- โรงงานที่มีข้อร้องเรียนเรื่องกลิ่นจากชุมชนอยู่แล้ว และต้องการข้อมูลฝั่งตัวเองไปชี้แจง
- นิคมอุตสาหกรรมหรือพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการหนาแน่น ซึ่งเกิดข้อพิพาทว่าใครคือผู้ปล่อยกลิ่นตัวจริง
- ฟาร์มปศุสัตว์ โรงเรือนสัตว์ปีก และโรงงานแปรรูปเกษตรอุตสาหกรรม
- ศูนย์จัดการมูลฝอย บ่อฝังกลบ และโรงบำบัดน้ำเสียรวม
- กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามคำแนะนำ พ.ศ. 2560 ทั้ง 4 กลุ่ม คือกิจการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สัตว์และผลิตภัณฑ์ อาหาร และการเกษตร
- โรงงานที่กำลังจะลงทุนระบบบำบัดกลิ่น และต้องการวัดผลก่อนและหลังเป็นตัวเลข
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องการข้อมูลกลางประกอบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
บริการที่มักทำร่วมกัน
- ตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นด้วยวิธีถุงดมกลิ่นสามเหลี่ยม — สำหรับค่าที่ใช้ยืนยันตามกฎหมายและใช้สอบเทียบระบบเซนเซอร์
- แบบจำลองการฟุ้งกระจายด้วย AERMOD — สำหรับคาดการณ์ล่วงหน้าและจัดลำดับว่าควรลดกลิ่นที่แหล่งใดก่อน ในขณะที่ระบบเฝ้าระวังยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สองบริการนี้ตรวจสอบกันและกันได้
เริ่มต้นอย่างไร
ส่งข้อมูลเบื้องต้นมาให้เรา ได้แก่ ประเภทกิจการ ลักษณะกลิ่นที่ถูกร้องเรียน และระยะห่างจากชุมชนที่ใกล้ที่สุด ทีมงานจะประเมินว่าควรวัดก๊าซใดและตั้งสถานีกี่จุด พร้อมเสนอราคาและกรอบเวลาให้ภายใน 3 วันทำการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนี้
ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย · ขอใบเสนอราคา